ลูกพลัม ลดพุง เปลี่ยนมนุษย์อ้วน ให้หุ่นเพียวได้ดั่งใจ
ผลไม้ลดพุง #ผลไม้ลดอ้วน #ดีท็อกซ์ลำไส้ #พลัม
ดีไลท์ ลูกพลัมลดพุง 2-6 โล ใน 7 วัน ที่คนนับล้านในสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ต่างมั่นใจ
ยกให้เป็นสินค้าอันดับหนึ่งในใจ ไม่ใช่ยา ไม่ใช่แคปซูล ไม่ต้องอดอาหาร
และไม่ต้องออกกำลังกาย
ประโยชน์ของลูกพลัม
1. ประโยชน์ลูกพรุน ช่วยในการชะลอความแก่ ป้องกันโรคเรื้อรังไม่ให้ติดต่อ
เพราะพรุนเป็นผลไม้ที่มีไขมันต่ำ และมีสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น
วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต โพแทสเซียม[3],[4] โดยกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาได้ระบุว่า
ผลไม้ที่ช่วยชะลอความแก่ได้ดีที่สุดคือ “ลูกพรุนแห้ง” หรือ “ลูกพรุนอบแห้ง” ซึ่งสูงกว่าลูกเกด ส้ม แอปเปิ้ล ลูกแพร์ เกรปฟรุต บลูเบอร์รี ฯลฯ[4]
2. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
เนื่องจากลูกพรุนมีสารคริปโตคลอโรจีนิกในปริมาณมาก
ซึ่งสารชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ โดยงานวิจัยของ Tufts University in Boston ระบุให้พรุนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นอันดับ
1 โดยวัดจากค่า ORAC ของพรุน มี 5,770 หน่วย ต่อกรัม และยังสูงเป็น 2 เท่าของผลไม้ที่มีค่า ORAC อันดับต้นๆ[3]
3. ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง
ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันดีเอ็นเอถูกทำลาย
ช่วยลดการอักเสบและช่วยป้องกันมะเร็ง ด้วยการยับยั้งการกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็ง
เพราะพรุนมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิดและมีอยู่ในปริมาณมาก
มีธาตุเหล็กและวิตามินเอ และมีปริมาณของสารโพลีฟีนอลสูงถึง 282-922 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม ซึ่งสารโพลีฟีรอลที่พบมากในลูกพรุนคือ กรดไฮดรอกซีซินนามิก
ที่อยู่ในรูปของกรดนีโอคลอโรเจนิก และกรดคลอโรจีนิก นอกจากนี้ยังมีโปรแอนโธไซยานิดิน
และฟลาโวนอยด์พิกเมนต์
ดังนั้นการรับประทานผลิตภัณฑ์จากลูกพรุนเป็นประจำจะช่วยป้องกันมะเร็งได้เป็นอย่างดี[3]
4. ช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจ
ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยรักษาระดับการเต้นของหัวใจ
ช่วยป้องกันไขมันไม่ให้ถูกทำลาย เนื่องจากเซลล์เมมเบรน เซลล์สมอง
และโมเลกุลของคอเลสเตอรอลล้วนประกอบไปด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่
ที่ง่ายต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น
ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ[3]
5. ลูกพรุนอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก
ที่มีความสำคัญในสร้างเม็ดเลือด ช่วยบำรุงเลือด ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
แก้อาการอ่อนเพลีย สมาธิสั้น การเรียนรู้ลดลง และช่วยในการดูดซึมของธาตุต่างๆ
ในร่างกาย และยังช่วยในเรื่องของภาวะที่สตรีต้องสูญเสียเลือดไปกับประจำเดือนด้วย[3],[4]
6. ลูกพรุนมีวิตามินอี
ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของออกซิเจนที่ไม่สมบูรณ์ในร่างกาย
ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ยืดอายุของเม็ดเลือดแดง[5]
7. ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
(LDL)และช่วยลดระดับความดันโลหิต
จึงให้ประโยชน์ต่อหลอดเลือดหัวใจ จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี[3],[5]
8. พรุนมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมาก
จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้เป็นเบาหวาน
และยังมีงานวิจัยที่ระบุว่าพรุนสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้[3] แม้ว่าลูกพรุนจะมีความหวาน โดยประกอบไปด้วยน้ำตาลหลายชนิด เช่น
ฟรุคโตต ซอร์บิทอล แต่ก็ไม่ทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างเร็ว[5]
9. การรับประทานลูกพรุนเป็นประจำในปริมาณมากจะช่วยในการลดน้ำหนักได้
เพราะลูกพรุนมีไขมันต่ำ มีแคลอรี่น้อย และยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ[3] อีกทั้งยังเส้นใยอาหารจำนวนมาก ที่เป็นทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้
และชนิดที่ลำลายน้ำไม่ได้ ที่มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้[5]
10.
ผลไม้ที่มีสีแดง-ม่วง เช่น แอปเปิ้ล องุ่น
สตรอเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี รวมไปถึงลูกพรุน
จะเข้าไปช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมอง
หากใครอยากฉลาดก็ให้รับประทานผลไม้ที่มีสีนี้กันเยอะๆ[3]
11.
ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ
เพราะลูกพรุนมีวิตามินอีและแร่ธาตุที่ช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อยามเครียด[4]
12.
พรุนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม
การรับประทานลูกพรุนจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้[3]
13.
ช่วยบำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็น
เนื่องจากลูกพรุนมีวิตามินที่ช่วยบำรุงตาในส่วนของจอรับภาพ
และยังมีวิตามิบีที่ช่วยบำรุงเส้นประสาทที่เลี้ยงลูกตา[4],[5]
14.
ช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง[2],[3] ช่วยทำให้กระดูกผุช้าลง โดยพบว่าสตรีที่รับประทานลูกพรุนแห้งวันละ 1 ขีด ต่อติดกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการสร้างมวลมากขึ้นอย่างชัดเจน[4]
15.
ช่วยป้องกันอาการท้องผูก
เพราะพรุนมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารและมีฤทธิ์ในการระบายท้อง
จึงช่วยบำบัดอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี
และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย[3],[4]
16.
ลูกพรุนอุดมไปด้วยโพแทสเซียม วิตามินอี
ธาตุเหล็ก และเส้นใยอาหาร ที่ทำช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด ผิวพรรณดูสดใส
ทำให้ผิวพรรณดูเนียนนุ่มชุ่มชื้นไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร
จึงช่วยคงความเป็นหนุ่มเป็นสาว เพราะเมื่อคนเราเมื่อช่วงสดใสของชีวิต
คือช่วงอายุประมาณ 25 ปี
ร่างกายจะเสื่อมโทรมลง ใบหน้าที่เคยเอิบอิ่มก็จะเริ่มหมองคล้ำ
ผิวพรรณก็เริ่มซีดโทรม ไขมันก็เริ่มเข้าไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ธาตุเหล็กที่มีมากในลูกพรุนจะช่วยดูในเรื่องนี้ได้[3],[5]
17.
ลูกพรุนมีวิตามินบี2 ที่นอกจากจะช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงแล้ว
ยังช่วยในกระบวนการสร้างและช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนัง เล็บและผม[5]
18.
สำหรับผู้ที่เป็นตะคริวบ่อยๆ
ควรรับประทานอาหารหรือผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้
โดยหนึ่งในผลไม้ที่อุดมไปด้วยแคลเซียมนั้นก็คือ “ลูกพรุน“[3]
19.
ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนของสตรี
เพราะลูกพรุนอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่เป็นตัวช่วยควบคุมฮอร์โมนให้เป็นปกติและช่วยบรรเทาอาการปวด
แต่ต้องรับประทานก่อนมีอาการปวดประจำเดือนประมาณ 1-2 วัน[4]
20.
ช่วยลดอาการอักเสบและอาการเจ็บปวดต่างๆ[4]
คุณค่าทางโภชนาการของลูกพลัม
ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 46 กิโลแคลอรี่
คาร์โบไฮเดรต 11.42 กรัม น้ำตาล 9.92 กรัม เส้นใย 1.4 กรัม ไขมัน 0.28 กรัม โปรตีน 0.7
กรัมลูกพลัม วิตามินเอ 17 ไมโครกรัม 2%
เบต้าแคโรทีน 190 ไมโครกรัม 2% ลูทีน และ ซีแซนทีน 73
ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.028 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี2 0.026 มิลลิกรัม 2% วิตามินบี3 0.417
มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี5 0.135 มิลลิกรัม 3% วิตามินบี6 0.029
มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี9 5 ไมโครกรัม 1% วิตามินซี 9.5 มิลลิกรัม 11% วิตามินอี 0.26 มิลลิกรัม 2% วิตามินเค 6.4 ไมโครกรัม 6% ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.17 มิลลิกรัม 1% ธาตุแมกนีเซียม 7
มิลลิกรัม 2% ธาตุแมงกานีส
0.052 มิลลิกรัม 2% ธาตุฟอสฟอรัส 16
มิลลิกรัม 2% ธาตุโพแทสเซียม
157 มิลลิกรัม 3% ธาตุโซเดียม 0 มิลลิกรัม 0% ธาตุสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่
(ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
ข้อควรระวังในการรับประทานลูกพลัม
·
สำหรับคนทั่วไป ลูกพรุนหรือน้ำลูกพรุนมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
การรับประทานครั้งละมากๆ อาจทำให้ท้องเสียได้ ดังนั้นควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม
คือครั้งละประมาณ 15-30 cc.[5]
·
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานลูกพรุนในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะลูกพรุนเป็นผลไม้ที่ช่วยให้ขับถ่ายง่าย
อาจทำให้ถ่ายเยอะและส่งผลให้มดลูกบีบตัว กระตุ้นให้ลูกน้อยคลอดเร็วกว่ากำหนด[3]
·
น้ำลูกพรุนเข้มข้น จะค่อนข้างอันตรายสำหรับเด็ก และไม่แนะนำให้เด็กรับประทาน เนื่องจากมีแร่ธาตุสูงจนเกินไปสำหรับเด็ก
และจะไปกระตุ้นระบบขับถ่าย
เพราะขนาดผู้ใหญ่ที่กินแล้วก็จะมีฤทธิ์คล้ายกับยาถ่ายเลยทีเดียว
แต่ถ้าลูกน้อยท้องผูกจริงๆ ก็ให้ใช้ น้ำลูกพรุน 1 ส่วน ผสมกับน้ำต้มสุก 1 ส่วน
และให้ลูกกินประมาณ 1
ช้อนชา (สำหรับเด็กที่มีอายุ 5 เดือนขึ้นไป)
และขอย้ำว่าต้องใช้ในกรณีที่มีอากาท้องผูกจริงๆ เท่านั้น[3]
·
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไต หรือผู้ที่ต้องล้างไตอยู่เป็นประจำ
รวมไปถึงผู้ที่มีอาการถ่ายเหลว หรือมีอาการของลำไส้ที่ไม่ปกติ
ห้ามรับประทานลูกพรุนเป็นอันขาด เพราะอาจจะทำให้อาการที่เป็นอยู่รุนแรงมากขึ้น
เพราะลูกพรุนมีโพแทสเซียมสูง
ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้แบบที่ควรจะเป็น
จึงทำให้โพแทสเซียมคั่งในเลือด ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนล้า
หัวใจเต้นอย่างผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้[4]