49.70% อ้างเห็นผลเร็วและขี้เกียจออกกำลังกาย
กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการลดน้ำหนักของเยาวชนกลุ่มตัวอย่าง ด้วยการสัมภาษณ์เยาวชนทั้งในและนอกระบบ ช่วงอายุระหว่าง 15-25 ปี จำนวนทั้งสิ้น 1,703 คนในเขตพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และกรุงเทพมหานคร ในประเด็น การเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ ประกอบด้วย พฤติกรรมการลดน้ำหนัก วิธีการลดน้ำหนัก ผลจากการใช้ ค่าใช้จ่าย แหล่งซื้อ ผู้แนะนำ และเหตุผลในการใช้
ผลการสำรวจปรากฏว่า เยาวชนที่เคยมีประสบการณ์การลดน้ำหนักโดย การปรับวิธีการกิน มีร้อยละ 62.80 ใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ร้อยละ 25.15 ใช้การออกกำลังกายร้อยละ 65.40 และใช้วิธีอื่นๆ ได้แก่ การอบสมุนไพร การอบซาวน่า นวดกดจุด ร้อยละ 4.05 ทั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้มากกว่าหนึ่งวิธี ร้อยละ 49.70 มีผู้ที่ทำการลดน้ำหนักโดยการใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก
จากรายงานพบว่า ร้อยละ 14.40 จะใช้ยาระบายเข้าช่วย ร้อยละ 9.25 ใช้ยาชุด ร้อยละ 5.25 ใช้ชาลดไขมัน ร้อยละ 4.15 ใช้ครีมนวด ร้อยละ 3.30 ใช้อุปกรณ์ลดน้ำหนัก อาทิ แถบสายรัด พลาสเตอร์ ร้อยละ 0.08 ใช้เกลือละลายไขมัน และอื่นๆได้การรับประทานอาหารเสริม ก็มีร้อยละ 0.87 ทั้งนี้มีผู้ที่เคยใช้มากกว่าหนึ่งวิธีดังที่กล่าวมาแล้วอยู่ที่ร้อยละ 8.80 และมีร้อยละ 37.30 ที่ในปัจจุบันยังคงใช้อยู่
ส่วนผลที่ได้รับหลักจากการใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักนั้น กลุ่มเยาวชนตัวอย่างบอกว่าจะใช้ได้ผลเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ถึงร้อยละ 40.80 ที่ยังไม่แน่ใจในผลการใช้มีร้อยละ 25.60 มีที่บอกว่าเห็นผลดีนั้นมีร้อยละ 20.00 และที่เหลือตอบว่าไม่เห็นผลเลยอยู่ที่ร้อยละ 13.50
สถานที่ที่ผู้มีน้ำหนักเกินพิกัดทั้งหลายนิยมไปซื้อผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ได้แก่ ร้านขายยามาเป็นอันดับหนึ่งมีผู้ไปใช้บริการร้อยละ 31.50 ตามคลินิกหรือโรงพยาบาล ร้อยละ 25.70 ห้างสรรพสินค้า ร้อยละ 13.80 ซื้อกับผู้ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์นี้ในระบบขายตรง ร้อยละ 12.00 หาซื้อตามร้านค้าทั่วไป ร้อยละ 6.60 และตามร้านเสริมสวยร้อยละ 6.00 ยังมีที่เหลืออีกร้อยละ 4.30ที่สั่งซื้อจากสถานที่อื่นๆ เช่น สั่งซื้อจากบริษัท อินเตอร์เน็ต และนิตยสาร
ค่าใช้จ่ายที่กลุ่มนี้ใช้เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักต่อเดือน พบว่าจ่ายไปมากกว่า 5,000 บาท ร้อยละ 0.20 ใช้ไป 1,001-5,000 บาท ร้อยละ 4.60 ตั้งแต่ 501-1,000 บาท ร้อยละ 5.30 อยู่ที่ 101-500 บาท ร้อยละ 6.70 และน้อยกว่า 100 บาท ร้อยละ 83.20
บุคคลที่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ได้แก่ เพื่อนมีมากถึงร้อยละ 43.80 รับจากสื่อหรือโฆษณา ร้อยละ 15.60 คนในครอบครัวเป็นผู้แนะนำ ร้อยละ 11.90 แพทย์หรือพยาบาลแนะนำ ร้อยละ 5.00 ได้รับการแนะนำจากบุคคลอื่นๆ เช่นพ่อ-แม่ อาจารย์ ร้อยละ 4.40 และส่วนที่เหลือไม่ใครแนะนำ ร้อยละ 19.30
นอกจากนี้ กลุ่มเยาวชนตัวอย่างยังบอกถึงเหตุผลในการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่า เพราะต้องการความรวดเร็วหรือเห็นผลทันตา ร้อยละ 34.10 รู้สึกขี้เกียจไม่อยากออกกำลังกาย ร้อยละ 18.60 ร้อยละ 17.80 บอกว่าไม่ต้องการอดอาหาร ร้อยละ 17.00 ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความมั่นใจ และอีกร้อยละ 9.60 ใช้เพราะเพื่อนใช้ก็เลยลองใช้ตาม รวมทั้งเยาวชนยังเล่าต่อด้วยว่าจากการใช้ผลิตภัณฑ์ก็ได้รับผลกระทบ ส่วนมากจะเป็นอาการอ่อนเพลีย และรู้สึกหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างยังมีบุคคลใกล้ชิดที่เคยใช้และยังใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักซึ่งประกอบด้วย เพื่อน ร้อยละ 51.60 พี่น้อง ร้อยละ 12.90 ห่อ-แม่ ร้อยละ 4.50 ลุง-ป้า-น้า-อา ร้อยละ 2.90 และญาติๆ ร้อยละ 2.40
อีกวิธีหนึ่งที่เยาวชนนิยมใช้ในการลดน้ำหนักคือการปรับวิธีการรับประทานอาหาร ซึ่งก็จะมีวิธีการที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป จากการบอกเล่าของเยาวชนกลุ่มตัวอย่างพบว่า ส่วนใหญ่ใช้การรับประทานให้น้อยลง ร้อยละ 50.60 รองลงมาคือใช้วิธีการบริโภคผัก/ผลไม้ เป็นหลัก ร้อยละ 33.30 ใช้วิธีอดอาหารเป็นบางมื้อ จะนิยมอดอาหารเย็นมากที่สุด ร้อยละ 26.30 ร้อยละ 2.20 ใช้วิธีการรับประทานเข้าไปแล้วทำให้อาเจียนออกมา ยังมีวิธีการอื่นๆอีก ได้แก่ การดื่มน้ำบ่อยๆ ร้อยละ 11.30
ทั้งนี้ มีร้อยละ 37.40 ที่เคยใช้วิธีการที่กล่าวมาแล้วมากกว่าหนึ่งวิธีและร้อยละ 66.70 ของเยาวชนกลุ่มตัวอย่างปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่ จะเห็นได้ว่าการลดน้ำหนักโดยการปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภคนี้ กลุ่มเยาวชนส่วนมากใช้วิธีบริโภคให้น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ อดอาหารบางมื้อโดยนิยมการอดอาหารมื้อเย็นมากที่สุดและยังมีบางส่วนที่ใช้วิธีการรับประทานแล้วทำให้อาเจียนออกมา ซึ่งอาจเป็นอันตรายและจะส่งผลเสียในระยะยาวหากกระทำบ่อยครั้ง
จากผลการสำรวจพฤติกรรมการลดน้ำหนักของเยาวชนพบว่าสิ่งที่น่าห่วงใยมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ เยาวชนหญิงที่มีประสบการณ์ในการลดน้ำหนักจะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ถึงร้อยละ 82.50 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาวะการเจริญเติบโตของร่างกายที่สำคัญได้แก่ สมอง กล้ามเนื้อ และระบบประสาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบั่นทอนโอกาสในการพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าโดยเฉพาะการพัฒนา IQ.และ EQ.
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักสามารถหาซื้อได้ง่ายมาก โดยเฉพาะยาชุดที่ออกฤทธิ์แรงเห็นผลเร็วตามความต้องการของเยาวชน สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป โดยอาศัยการบอกต่อจากกลุ่มเพื่อน คำโฆษนา และบางส่วนมีการใช้โดยไม่มีผู้แนะนำ
ดังนั้น จึงควรช่วยกันลดค่านิยมในเรื่องความสวยความงามหรือค่านิยมที่ว่ารูปร่างผอมบางเท่านั้นถึงจะเรียกว่าสวย แล้วหันมาส่งเสริมการทำกิจกรรมที่ช่วยสร้างเสริมพัฒนาการเรียนรู้ ในการสร้างสรรค์ผลงานและการสร้างประโยชน์ต้องสังคมของกลุ่มเยาวชนมากกว่ามุ่งให้ความสนใจแต่เรื่องความสวยความงามจะดีกว่า
แหล่งที่มา : MGR Online
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น