วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

กินยาลดอ้วนที่ใส่สารไซบูทรามีนแล้วเห็นผล เพราะอะไร??? อยากรู้ต้องอ่านเอง

“ยาลดน้ำหนัก”หรือ “ยาลดอ้วน” เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักที่ดี และเห็นผลในระยะเวลาไม่นาน แต่ในปัจจุบันพบว่า จำนวนการใช้ยาลดความอ้วนอย่างผิดวิธีนั้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไม่มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วย 

ประกอบกับ ยาลดอ้วนสามารถหาซื้อได้ง่ายจากอินเทอร์เน็ต ร้านขายยา หรือคลินิกที่ไม่มีการซักประวัติตรวจร่างกายอย่างเหมาะสม  ส่งผลทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงจากยา เช่น รับประทานยาเกินขนาด หรือรับประทานยาลดอ้วน โดยไม่ทราบว่าตนเองเป็นข้อห้ามใช้ของยาดังกล่าว เป็นต้น ยาลดอ้วนที่พบว่า มีการใช้อย่างผิดวิธีค่อนข้างมากในปัจจุบัน คือ sibutramine (ไซบูทรามีน) และ phentermine (อ่านข้อมูล phentermine เพิ่มเติมในหัวข้อ “ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ยาลดความอ้วน Phentermine” 


Sibutramine (ไซบูทรามีน) คืออะไร 
        Sibutramine เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้สำหรับรักษาและควบคุมโรคอ้วน (obesity) และจัดเป็นยาควบคุมพิเศษซึ่งห้ามซื้อขายในร้านขายยาโดยไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ กลไกการออกฤทธิ์ของยา คือ ยับยั้งการเก็บกลับ (reuptake) ของสารสื่อประสาทจำพวก  ซีโรโทนิน (serotonin) และ นอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine) ที่บริเวณสมองส่วนไฮโปธาลามัส (hypothalamic area) ส่งผลให้ความอยากอาหารลดลงและอิ่มเร็วขึ้น รวมทั้งสามารถกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญของร่างกายได้ด้วยเช่นกัน

การใช้ยา sibutramine ที่ถูกต้องควรทำอย่างไร
        การใช้ยาลดอ้วนควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และมักจะเริ่มใช้ยาในกรณีที่ผู้ป่วยมีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index; BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 30 กก/ม2 หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27 กก/ม2 ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูงผิดปกติ โดยผู้ป่วยทุกรายจะต้องได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกายก่อนใช้ยาเสมอเพื่อตรวจสอบว่ามีข้อห้ามของการใช้ยาหรือไม่

 ดัชนีมวลร่างกาย (BMI) = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม
 (ส่วนสูงเป็นเมตร) 2

นาดการใช้เริ่มต้นของยา sibutramine คือ 10 มิลลิกร้ม วันละครั้ง หลังจากนั้น 4 สัปดาห์อาจพิจารณาปรับขนาดยาเพิ่มได้ (ต้องตรวจวัดระดับความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจก่อนปรับยา) ขนาดการใช้ยาสูงสุด คือ 15 มิลลิกรัม วันละครั้ง หากผู้ป่วยไม่สามารถทนยาได้อาจลดขนาดการใช้ยาลงเหลือ 5 มิลลิกรัม วันละครั้งได้

 
ข้อห้ามของการใช้ยา sibutramine
       ผู้ป่วยดังต่อไปนี้ ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยา sibutramine อย่างเด็ดขาด เนื่องจากอาจได้รับอันตรายจากยา
   - ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี (ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย)
   -มีความผิดปกติเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร เช่น anorexia nervosa และ bulimia nervosa
   - ผู้ที่ใช้ยาในกลุ่ม Monoamine oxidase inhibitor (MAOI) เช่น selegiline หรือ rasagiline เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยง        ต่อการเกิดพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง (CNS toxicity) และ serotonin syndrome (หากต้องการใช้ยา sibutramine      ควรใช้หลังจากหยุดยากลุ่ม MAOI ไปแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์)
   - ผู้ที่ใช้ยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง เช่น phentermine เป็นต้น
   - ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา sibutramine

ข้อห้ามของการใช้ยา sibutramine ที่ประกาศเพิ่มเติมโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553
          องค์การอาหารและยาทำการแจ้งเตือนแก่บุคลากรทางการแพทย์ว่าผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular disease) ถือเป็นข้อห้ามใช้สำหรับการใช้ยา sibutramine เนื่องจากการใช้ยา sibutramine ในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (heart attack) และการเกิด stroke ของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้คำเตือนดังกล่าวอาศัยข้อมูลจากการศึกษา “SCOUT” (Sibutramine Cardiovascular Outcomes Trial)ที่ระบุว่าผู้ป่วยน้ำหนักเกินที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไปและมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้นสัมพันธ์กับการใช้ยา sibutramineอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
    - ผู้ป่วยที่จัดว่าเป็นโรคในกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่
    - ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน (coronary artery disease; CAD) เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction)หรือ มีอาการปวดเค้นหน้าอก (angina)
   - ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure)
   - ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (heart arrhythmia)
   - ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (peripherial arterial disease)
   - ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมอง  เช่น stroke และ transient ischemic attack
   - ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่ยังไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ เช่น ผู้ที่ป่วยที่มีความดันโลหิต > 145/90 mmHg
   บุคลากรทางการแพทย์ควรมีการติดตามระดับความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ป่วยที่ได้รับยา sibutramine อยู่เสมอ และควรให้ผู้ป่วยหยุดรับประทานยา sibutramine หากยังเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หากผู้ป่วยไม่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5% จากน้ำหนักเดิมภายใน 3-6 เดือนแรกของการรักษาด้วยยา sibutramineแพทย์ควรให้ผู้ป่วยหยุดรับประทานยาเช่นกัน เนื่องจากการรักษาต่อไปนั้นมีแนวโน้มที่จะไม่ได้ผล อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

 

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงจากยา sibutramine
      ผู้ป่วยดังต่อไปนี้ควรระวังในการใช้ยา sibutramine เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการได้รับผลข้างเคียงจากยาได้
   - ในระหว่างที่ใช้ยา sibutramine ผู้ป่วยบางรายอาจมีระดับความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นมีควรมีการตรวจระดับความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจอยู่เสมอ
   - ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
   - ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกและผู้ที่ใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin หรือ aspirin เนื่องจากมีรายงานการเกิดเลือดออกจากการใช้ยา sibutramine
   - ผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับตับ หรือไต รวมถึงผู้ป่วยฟอกไตด้วยเช่นกัน
   - ผู้ที่มีประวัติชัก (seizure) เนื่องจากพบรายงานอาการชักจากการใช้ยา sibutramine
   - ผู้ที่มีประวัติเป็นโรค neuroleptic marlignant syndrome (NMS)
   - ผู้ที่มีประวัติเป็นนิ่ว เนื่องจากการลดน้ำหนักอาจเป็นสาเหตุในการทำให้เกิดนิ่วได้
   - ผลข้างเคียงที่พบได้ในผู้ที่รับประทานยา sibutramine ได้แก่ ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และเบื่ออาหาร

ปฏิกิริยาระหว่าง sibutramine กับยาอื่นๆ
        ผู้ที่รับประทานยา sibutramine ควรระมัดระวังการรับประทานยาอื่นๆ เนื่องจากอาจเกิดอันตรายได้ เช่น
   - ยาที่มีผลเพิ่มซีโรโทนิน(serotonergic agent) เช่น  tramadol, ergotamine, ยากลุ่ม triptans,lithium, venlafaxine, fluoxetine, sertraline, paroxetine และ selegilene เนื่องจากการใช้ยา sibutramine ในผู้ป่วยเหล่านี้อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะที่เรียกว่า serotonin syndromeซึ่งจะมีอาการใจสั่นความดันโลหิตสูงขึ้น อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น กล้ามเนื้อกระตุก (myoclonus) และสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลง เช่น ซึมเศร้า กังวล หวาดระแวง เป็นต้น
   - ยาที่มีผลยับยั้งเอนไซม์ Cytochrome P450 ชนิด 3A4 (CYP3A4) เช่น azithromycin, clarithromycin, ketoconazole, ritonavir, cimetidineหรือ verapamil เป็นต้น เนื่องจากยา sibutramine จะถูกทำลายโดยเอนไซม์ CYP3A4 หากผู้ป่วยรับประทานยา sibutramine ร่วมกับยาที่มีผลยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 อาจส่งผลทำให้ระดับยา sibutramine ในกระแสเลือดสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยาได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรแจ้ง แพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ายาที่ตนเองรับประทานอยู่นั้นมีอะไรบ้าง

การหาซื้อยาลดอ้วนมารับประทานเองโดยไม่ได้รับการซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างเหมาะสมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงจากยา ดังนั้นการใช้ยาลดอ้วน sibutramine จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการสั่งจ่ายยา ปรับขนาดยา และเฝ้าระวังการเกิดผลข้างเคียงจากยาได้อย่างเหมาะสม

 แหล่งที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

WARIS ระเบิดไขมัน เปลี่ยนหุ่นหมูให้ดูดี 4 มิติ กระชับสัดส่วน ปลอดภัย 100% ปรึกษาโทร 086 366 0842

WARIS ระเบิดไขมัน เปลี่ยนหุ่นหมูให้ดูดี 4 มิติ กระชับสัดส่วน ปลอดภัยไร้ผลข้างเคียง ปรึกษาโทร 086 366 0842 เคล็ด(ไม่)ลับผลิตภัณฑ์ลดค...